เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 15 พฤษภาคม 2026 at 19:29.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,356
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,918
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,356
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,918
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่โรงแรม Sofitel Hangzhou Westlake อยู่ที่ ๒๑ องศาเซลเซียส ห้องอาหารเปิดตรงเวลา ๖ โมงครึ่ง ไม่มีขาดไม่มีเกิน แต่ว่าบรรดาพนักงานบริกรทั้งหญิงและชายเต็มไปหมด ทำเหมือนอย่างกับพร้อมจะออกศึกออกสงครามก็ไม่ปาน ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง..!

    กระผม/อาตมภาพตักอาหารที่ตนเองต้องการมานั่งฉัน เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ขอตัวกลับขึ้นไปห้องพัก ภาวนาอุทิศส่วนกุศลให้บรรดาเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลายตลอดเส้นทางในการเดินทางในวันนี้ของเรา เนื่องจากว่าฟ้ามืดมาเหมือนฝนจะตก ถ้าหากว่าวันนี้เจอฝนก็งานกร่อยแน่นอน..!

    ตอนแรกว่าจะเรียกแท็กซี่โดยแอพพลิเคชั่น แต่ทางโรงแรมแนะนำว่าให้ใช้รถของเขาดีกว่า โดยที่โรงแรมน่าจะมีการ "โคฯ" กับทางด้านขนส่งสาธารณะ จึงเรียกรถตู้ยี่ห้อเบ๊นซ์มาให้พวกเรา ซึ่งนั่งได้ ๑๑ ที่นั่งเลยทีเดียว แถมคนขับยัง "เฟรนด์ลี่" สุด ๆ ประมาณว่าค่ารถ ๖๐ หยวนที่ตกลงกันไว้นั้นรู้สึกว่าจะน้อยไป จึงแนะนำสถานที่ในการท่องเที่ยวเพิ่มเติมให้พวกเรา และปวารณาตัวว่าสามารถเรียกใช้เขาต่อได้เลย..!

    พวกเราก็สองจิตสองใจ บอกว่าขอไปยังสถานที่แห่งแรกในวันนี้เสียก่อน ก็คือ "หมู่บ้านชาหลงจิ่ง" ซึ่งเป็นหมู่บ้านผลิตใบชาที่มีชื่อเสียงเลื่องลือทั้งในประเทศและต่างประเทศ พลขับนำรถวิ่งเลาะริมทะเลสาบซีหูไปเรื่อย ๆ โดยที่ข้างถนนนั้นมีต้นอู๋ถง ซึ่งงดงามเป็นอย่างยิ่ง คาดว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วง น่าจะมีสีสันงดงามเป็นที่สุด..!

    เมื่อพวกเราไปถึงหมู่บ้านชาหลงจิ่งแล้ว ก็ตรงไปยัง "ภัตตาคาร MAO RESTAURANT" ซึ่งเป็นเจ้าของไร่ชา ในขณะเดียวก็จัดสถานที่ให้ผู้มีรสนิยมได้จิบชาชมวิวกันด้วย น่าเสียดายที่ว่าทางด้านไร่ชานั้นเพิ่งจะเก็บใบชาไปหมาด ๆ จึงทำให้เหลือแต่ก้านสีน้ำตาลมากว่าใบสีเขียวชอุ่ม และทางโรงแรมแจ้งว่าพนักงานจะเริ่มเข้ากะทำงานเวลา ๙ โมงเช้า และพร้อมจะให้บริการพวกเราเวลา ๑๐ โมง ถ้าหากว่าทุกคนถ่ายรูปเป็นที่พอใจแล้วจะรออยู่หรือกลับก็ได้ พวกเราจึงตัดสินใจกลับลงมาข้างล่าง

    พอดีกับอาเฮียพลขับสวนทางขึ้นไป แกก็เลยแนะนำสถานที่ใหม่ให้พวกเรา เป็นไร่ชาอีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า "หลี่ซานฉาหยวน" "ฉาหยวน" ก็แปลว่าเป็นไร่ชาเช่นกัน เมื่อเข้าไปถึง อาเจ้เจ้าของร้านให้การต้อนรับดีมาก นำเอาใบชา ๓ - ๔ อย่างมาให้ดมและชงให้ชิม โดยที่กล่าวว่ามีใบชาทั้งก่อนฤดูชิงหมิง ซึ่งคนไทยเราถนัดภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า "เช็งเม้ง" แล้วก็หลังฤดูชิงหมิง ตลอดจนกระทั่งใบชาหมักที่เก่าจนดำแล้ว ถ้าหากว่าไม่ซื้อหาไม่ว่าอะไร แต่ว่าคิดค่าดื่มชาถ้วยละ ๕๐ หยวน สำหรับชาก่อนชิงหมิง และชาหลังชิงหมิงถ้วยละ ๒๐ หยวน..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,356
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,918
    กระผม/อาตมภาพดมกลิ่นแล้วรู้สึกประทับใจมาก รับแก้วแรกที่อาเจ้ส่งมาให้ บอกว่าราคา ๕๐ หยวน ซดเข้าไปคำแรกก็ประทับใจสุดขีด จึงได้ตั้งใจสั่งใบชา เมื่อถามราคาแล้ว ปรากฏว่าแบบก่อนชิงหมิงนั้นราคาแพงที่สุด ก็คือ ๕๐ กรัมอยู่ที่ ๒๘๐ หยวน..!

    กระผม/อาตมภาพจึงสั่งไป ๑๐๐ กรัม เหตุก็เพราะว่า "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) คุณแม่ของลูกทั้งสองก็คือ "ลูกพลอย" (อมองดีน กราสเซ่ต์) มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปทุมธานี ปี ๒๐๒๕ และ "ลูกแม็ก" (นายณัฏฐดนัย กราสเซ่ต์) ซึ่งเป็นลูกของกระผม/อาตมภาพทั้งคู่ "หม่าม้า" ตามที่ลูกทั้งสองเรียกนั้น เป็นบุคคลที่นิยมในการดื่มชา เพราะว่าอยู่ยุโรปมานาน จึงตั้งใจว่าจะซื้อชาดีไปฝากให้ "หม่าม้า" ดีใจสักหน่อย

    ครั้นโทรไปถามแล้วปรากฏว่าซื้อผิด..! เพราะว่านักดื่มชาที่แท้จริงนั้น ไม่ได้สนใจในเรื่องของชาจำนวนมาก เนื่องเพราะว่ายิ่งมากเท่าไรก็ดื่มไม่ทันเท่านั้น อยากจะได้แบบเป็นชุดเล็ก ๆ สามารถชงได้ทีละครั้งมากกว่า กระผม/อาตมภาพจึงควักกระเป๋าจ่ายไป ๕๖๐ หยวน พร้อมกับส่งไลน์ไปบอกว่า "ถ้ายุ่งยากขนาดนั้น ก็รอ "หม่าม้า" มาซื้อเองแล้วกัน.!"

    เมื่อได้ข้าวของที่ตนเองต้องการ เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว จึงบอกอาเฮียพลขับให้พาวิ่งไปส่งที่ร้านอาหารในวันนี้เลย พวกเราฝ่ารถติดมาจนกระทั่งถึงร้านอาหารชื่อ "ภัตตาคารจื่อเว่ยกวน" ได้เวลา ๑๐ โมงครึ่ง เปิดร้านพอดี ร้านนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ถ้าหากว่ามาโดยไม่ได้จองโต๊ะไว้ก่อน มีหวังอดแน่นอน แต่พวกเรามาแทบจะมาช่วยเจ้าของเปิดร้านก็เลยมีโต๊ะให้..!

    "เผือกน้อย" (นายเฉลิมเดช รุจิราวรรณ)ปรึกษาหารือกับ "ทิดโฮป" (นายกฤตบุญ ปัญจรัตนากร) แล้วก็ช่วยกันสั่งข้าวปลาอาหารมาหลายอย่าง ที่เห็นเด่น ๆ เลยก็มีหมูตงปอ กุ้งผัดชาหลงจิ่ง ไก่ขอทาน เหล่านี้เป็นต้น แต่ละอย่างนั้นล้วนแล้วแต่รสชาติสุดยอดสมคำร่ำลือ พวกเราจึงกวาดกันเกลี้ยงเหมือนชามรั่วก็ไม่ปาน..!

    หลังจากที่จัดการกับทุกอย่างจนเรียบร้อยแล้ว ราคาอาหาร ๑๐ กว่าอย่างอยู่ที่ ๘๐๐ หยวน คิดค่าบริการเพิ่มเติม สำหรับพนักงานเสิร์ฟที่มาช่วยตัดหมูตงปอและช่วยหั่นไก่ขอทาน ตลอดจนกระทั่งให้คำแนะนำอาหารชนิดต่าง ๆ อีก ๒๔ หยวน เฉลี่ยแล้วพวกเรากินไปคนหนึ่งประมาณ ๔๐๐ บาทเท่านั้น

    ครั้นลงมาข้างล่างก็ต้องตกใจ เนื่องเพราะว่าชั้นล่างที่ภัตตาคารเปิดขายอาหารให้คนทั่วไป ซึ่งไม่เข้าไปกินที่ร้าน แต่ว่ามักจะนำไปจัดเลี้ยงหรือว่านำไปกินที่บ้าน มีผู้คนต่อแถวสั่งซื้อกันเป็นร้อย ๆ คน..! เห็นแล้วยังคิดว่า ถ้าเป็นแบบนี้เขาคงรวยเอา ๆ อยู่ทุกวัน..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,356
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,918
    พวกเราหลายคนที่ลงมาแล้ว วิ่งรี่เข้าไปหาร้านชานมแห่งหนึ่ง บอกว่าเป็นชานมชื่อดังของเมืองจีนเรียกว่า "ชาจี" บ้านเราก็มีสาขา แต่มาถึงที่นี่แล้วขอกินของต้นตำรับสักหน่อย..! กระผม/อาตมภาพเห็นตัวหนังสือแล้วก็ขำ เจ้าคำนี้น่าจะอ่านว่า "ฉากี" ซึ่งแปลว่า "กิ่งชา" แต่คนไทยเราไปอ่านตามภาษาอังกฤษ กลายเป็น "ชาจี" ไปเสียนี่ ระหว่างที่สั่งแล้วต้องรอเขาผลิตให้ กระผม/อาตมภาพก็เดินถ่ายรูปในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะร้านขายเลโก้และของเล่นเด็ก ซึ่งต่อเลโก้เป็นสิงโตจีนสองตัวตั้งไว้หน้าร้านอย่างสง่างาม

    เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว พวกเราเดินไปอีกไม่กี่เมตร มาถึงริม "ทะเลสาบซีหู" ซึ่งก็คือ "West Lake" หรือ "ทะเลสาบตะวันตก" นั่นเอง ทะเลสาบแห่งนี้เป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจของจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องเพราะว่าเป็นแหล่งเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่มีชื่อเสียงมาก แล้วขณะเดียวกันก็มีหมู่บ้านชาหลงจิ่งอยู่ด้วย ตลอดจนกระทั่งข้าวปลาอาหารต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียง จึงทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของบรรดาลูกท่านหลานเธอสมัยก่อน ทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟูมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน..!

    "เผือกน้อย" ไปติดต่อเพื่อที่จะเช่าเรือเล็ก แต่กลับได้เรือโดยสารสองชั้นบรรทุกคนได้เป็นร้อย..! ซึ่งคิดค่านั่งคนละ ๕๐ หยวน วิ่งให้ชมทิวทัศน์ทะเลสาบซีหู ๔๐ นาที ระหว่างที่นั่งรอ พวกเราก็พยายามที่จะหลอกล่อเจ้ากระรอกบนต้นอู๋ถง ซึ่งลงมารับอาหารจากมือนักท่องเที่ยว แต่เขาอาจจะไม่ชอบขนมของทางโรงแรม ที่ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) พกมาก็ได้ จึงทำให้ไปคว้าอาหารจากมือคนอื่นแทน..!

    พวกเราต้องรีบขึ้นเรือเพราะว่าที่นั่งเต็มแล้ว ด้วยความที่ไม่เคยมา จึงเข้าไปนั่งอยู่ด้านในแล้วก็เห็นว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปยึดกราบเรือซึ่งมีระเบียงกันตก ทำให้ทุกคนสามารถชมวิวได้อย่างสบายใจ กระผม/อาตมภาพจึงเดินออกไปที่กราบเรือบ้าง "น้องเล็ก" ที่นั่งอยู่จึงสละที่นั่งให้ แต่บรรดานักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ใส่ใจ เดินข้ามหัวข้ามหูไปมา แถมยังถ่ายคลิปวิดีโอและถ่ายภาพนิ่งกันอุตลุด กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่ทำใจให้ "ร่ม ๆ" เอาไว้..!

    จนกระทั่งผ่านมาถึง "เจดีย์เหลยเฟิง" ซึ่งเป็นตำนานนางพญางูขาวไป๋ซู่เจิน ที่หลวงจีนฝาไห่ได้สะกดนางพญางูขาวเอาไว้ใต้เจดีย์ แต่ว่าเจดีย์ดั้งเดิมนั้นพังไปแล้ว นางพญางูขาวก็ไปเกิดใหม่แล้ว ทางรัฐบาลจีนจึงได้สร้างหลังใหม่ขึ้นมาครอบหลังเก่าเอาไว้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอยู่เหมือนเดิม
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,356
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,918
    พวกเรานั่งชมวิวจนกระทั่งครบรอบแล้วก็กลับขึ้นฝั่ง เดินเลาะขอบทะเลสาบไปเรื่อย มีผู้คนมากมายมาท่องเที่ยว มีกระทั่งพวก "ดนตรีในสวน" มาเล่นดนตรีเต้นรำกันสนุกสนานเฮฮา แต่ว่าเมื่อไปถามรถรางที่วิ่งรอบทะเลสาบอยู่นั้น ถ้าไปเจดีย์เหลยเฟิงเขาคิดคนละ ๒๐ หยวน พวกเราจึงเปลี่ยนแผนมานั่งรถเมล์แทน โดยที่ทั้ง ๙ คนขึ้นรถเมล์แล้ว เสียค่ารถแค่ ๑๘ หยวนเท่านั้น ถ้านั่งรถรางยังไม่พอจ่ายคนเดียวเลย นับว่าคิดถูกเป็นอย่างยิ่ง..!

    เมื่อลงที่จุดหมายปลายทาง "เผือกน้อย" พาพวกเราไป "วัดจี้กง" ก่อน เป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เพราะว่าพระอาจารย์จี้กงที่ทุกคนเห็นว่าบ้า ๆ บอ ๆ แต่ว่ามีฤทธิ์มีเดชนั้น บ้านเกิดของท่านอยู่ที่นี่ และท่านก็สร้างวัดนี้ขึ้นมาเอง..!

    เมื่อ "เผือกน้อย" ไปซื้อตั๋ว กระผม/อาตมภาพกับ "ป้ามอย" (นางสาวมณีวรรณ สัมฤทธิ์) ซึ่งอายุ ๖๗ ปี ย่าง ๖๘ ปีทั้งคู่ จึงส่งพาสปอร์ตไปให้ เผื่อว่าจะมีส่วนลดของ สว. บ้าง ตอนแรกคิดว่าเขาจะให้เข้าฟรี แต่ทางด้านนี้มีธรรมเนียมว่า ถ้า สว.ยังอายุไม่ถึง ๗๐ ปี ลดให้แค่ครึ่งราคา พวกเราจึงเสียค่าเข้าคนละ ๕ หยวน ขณะที่คนอื่นโดนไปคนละ ๑๐ หยวน.."

    พวกเราเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทีละศาลา ไม่ว่าจะเป็นวิหารหลังวิหารข้าง แล้วก็เลาะออกไปทางด้านข้างซึ่งเป็นวิหารของท่านจี้กงโดยตรง สถานที่นี้ยังมีบ่อน้ำ ที่ท่านจี้กงดึงเอาต้นเสาขึ้นมาจากบ่อ ให้เขาทำไม้กระดานและทำเสา ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านใช้ฤทธิ์แบบไหน จึงดึงเอาไม้ขึ้นมาได้แทบจะหมดทั้งป่า..! ค่อย ๆ เลาะดูไปทีละแห่ง ทีละแห่ง สถานที่ต่อไปที่กำแพงมีคำว่า "ฝู" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของ "ไอ้ตัวเล็ก" (นางสาวพัชรีภรณ์ หยกอุบล) อยู่ด้วย ทำเอาอีกฝ่ายกระดี๊กระด๊าเป็นอย่างมาก รีบถ่ายรูปไปอวดคนอื่นเป็นการใหญ่..!

    ครั้นพวกเราเดินเลาะต่อไปวิหารหลังถัดไปนั้น มีพระภิกษุสงฆ์หลายรูป กำลังจะทำพิธีสวดมนต์ให้กับญาติโยมที่มาเป็นเจ้าภาพ พวกเราจึงขอเข้าไปถ่ายรูปพระประธานแล้วก็ลาออกมา มีหลายคนร้องว่าอยากจะเข้าห้องน้ำ แต่ขอโทษเถอะ..ป้ายบอกห้องน้ำชี้แล้วเดินไปเท่าไรไม่ถึงสักที..! จนกระทั่งหลุดออกมาทางด้านนอก จึงเห็นว่าเป็นห้องน้ำสาธารณะ แต่มาตรงนี้ก็คุ้มค่าเหมือนกัน เพราะว่าเห็น "เจดีย์เหลยเฟิงถ่า" ชัดเจนมากกว่าตอนที่ล่องเรือเสียอีก..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,356
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,918
    พวกเราถ่ายรูปกันแล้ว ไปเข้าห้องน้ำจนเรียบร้อย ก็กลับเข้าไปเลาะทีละวิหาร ซึ่งแต่ละแห่งก็มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ขอพรบ้าง เป็นสถานที่สำหรับตั้งป้ายสถิตวิญญาณบ้าง จนกระทั่งเลาะมาที่ "ตรอกพระยิ้ม" เพราะว่ามีพระสังกัจจายน์อารมณ์ดียิ้มแป้น แกะขึ้นจากโคนไม้ทั้งต้นตั้งอยู่ โผล่พ้นออกไปก็เจอ "Baby Buddha" อยู่ในวิหารกลางสระน้ำ มีให้ตักน้ำสรงถวายท่านด้วย กระผม/อาตมภาพจึงเป็นตัวแทนของคณะ สรงน้ำถวายท่านไปทั้งสิ้น ๓ กระบวย แล้วก็เดินขึ้นบันไดไปทางด้านบน

    สถานที่นี้เป็นพิพิธภัณฑ์ใหญ่ มีแผ่นหินขนาดใหญ่ แกะสลักลวดลายละเอียดยิบติดอยู่ด้านหน้าวิหาร ส่วนด้านในนั้นเป็นพระพุทธรูป เทวรูป และรูปพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ มากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าที่ทรงคุณค่าทั้งสิ้น กระผม/อาตมภาพค่อย ๆ เลาะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ เป็นร้อย ๆ รูป แต่ว่าส่งให้ "ไอ้ตัวเล็ก" ลงในเว็บไซต์วัดท่าขนุนให้ชมแค่ไม่กี่รูปเท่านั้น

    จนกระทั่งขึ้นไปถึงชั้นบนสุดที่เป็นวิหาร เข้าไปสักการะพระประธาน ตลอดจนกระทั่งชมบรรดาพระพุทธรูปที่เขาตั้งเอาไว้ สำหรับให้พระทำวัตรสวดมนต์ให้เจ้าของเจริญรุ่งเรือง ตามความเชื่อของมหายาน มุมนี้จะเห็น "เจดีย์เหลยเฟิงถ่า" สวยมาก พวกเราจึงผลัดกันถ่ายรูป จนกระทั่งครบถ้วนแล้วจึงกลับลงมา

    "ป้ามอย" ล้วงกระเป๋าควักเงิน ๒๐๐ หยวนมาให้ บอกว่าทาง "แม่ชีชื่น" (อุบาสิกาชื่น ศรีสองแคว) และ "แม่ชีลัดดา" (อุบาสิกา ด.ต.ลัดดา เนตรภักดี) ฝากถวายหลวงพ่อร่วมทำบุญคนละ ๕๐๐ บาท กระผม/อาตมภาพรับมาแล้วเดินลงไป เห็นข้างบันไดมีการถวายโคมเป็นพุทธบูชา เข้าไปถามราคาแล้ว โคมละ ๑๐๐ หยวน จึงสั่งมา ๒ โคม ส่งเงินของแม่ชีทั้งสองให้เขาไปเลย..!

    เจ้าหน้าที่ส่งปากกามาให้เขียนคำอธิษฐาน กระผม/อาตมภาพจึงเขียนไปว่า "ร่ำรวยเงินทอง, อยู่ดีมีสุข" แล้วเอาโคมทั้งคู่นั้นไปแขวนเอาไว้ในสถานที่ซึ่งเขาจัดให้ การหาเงินในลักษณะนี้ไม่ค่อยจะเหมาะกับบ้านเรา แต่ทางด้านมหายานเขาทำกันเป็นปกติ แถมบัตรตีระฆังมาให้ ๒ ใบ ใบหนึ่งสามารถตีได้ ๕ ครั้ง..!

    พวกเราจึงลงมาข้างล่างถามหาระฆัง เขาชี้ให้ดูหอข้างหลังแรก บอกว่าให้ขึ้นไปชั้นสอง เมื่อพวกเราแสดงบัตร เจ้าหน้าที่ก็ปล่อยขึ้นไป เห็นระฆังยักษ์ใบมหึมาแขวนอยู่กลางหอ กระผม/อาตมภาพตีระฆังเสียงดังสนั่นหวั่นไหวไป ๕ ที กลับลงมาเจ้าหน้าที่บอกว่า "พระตีฟรี..!" พวกเราที่เหลือจึงต้องผลัดกันขึ้นไปตีให้ครบ ๑๐ ครั้ง ทำให้ได้ตีระฆังกันจนครบถ้วนทุกคน..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,356
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,118
    ค่าพลัง:
    +26,918
    ระหว่างที่ลงมาแล้ว นั่งรอบุคคลในขณะไปเข้าห้องน้ำ กระผม/อาตมภาพนำเอาขนมของโรงแรมที่ "น้องเล็ก" ติดเป้มาด้วย พยายามจะส่งให้เจ้ากระรอก แต่เจ้านั่นเข้ามาไม่ทัน นกพิราบกรูกันเข้ามาแย่งกินเสียก่อน จึงเลี้ยงนกพิราบไปจนหมด..! แล้วพาคณะเดินข้ามถนน เข้าไปยังฝั่งเจดีย์เหลยเฟิง ต้องไปตีตั๋วทางด้านนี้ ซึ่งเจอลักษณะเดียวกัน คือ สว.อายุไม่ถึง ๗๐ ปีลดให้ครึ่งราคาเท่านั้น พวกเราได้ตั๋วแล้วก็สแกนผ่านเครื่องเข้าไป ใครมีกระเป๋ามีเป้มาก็ต้องส่งเข้าเครื่องเอ็กซเรย์ นับว่าเขามีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดดีทีเดียว

    เมื่อเข้าไปถึง พวกเราถ่ายรูปหมู่กันด้านล่าง แล้วที่เหลือตั้งท่าจะขึ้นบันไดเลื่อน กระผม/อาตมภาพเองถนัดขึ้นบันไดปกติ จึงขึ้นไปนับไปจนกระทั่งได้ ๑๑๘ ขั้น ส่วนบันไดเลื่อนนั้นทำเป็นสองช่วงใหญ่

    เดินเข้าไปถึงเจดีย์เหลยเฟิงชั้นแรก เป็นฐานเจดีย์เก่าที่เขาล้อมเอาไว้ เดินขึ้นไปชั้น ๒ ก็ยังเป็นฐานเจดีย์ ขึ้นไปถึงชั้น ๓ มีแผ่นไม้แกะสลักด้วยฝีมือระดับบรมครู เป็นตำนานนางพญางูขาว ซึ่งพบรักกับหนุ่มมนุษย์ แล้วก็โดน "หลวงจีนฝาไห่" พรากรัก จนกระทั่งต่อสู้กันดุเดือด ถึงขนาดแปดเซียนและบรรดาเทวดาต้องยกกองทัพมาช่วย จนท้ายสุดสามารถสะกดนางพญางูขาวเอาไว้ใต้เจดีย์เหลยเฟิงแห่งนี้เอง จนกว่าเจดีย์จะพังทลาย จึงจะพ้นกรรมตรงนี้ไปได้..!

    เมื่อชมแล้วพวกเราจะเดินขึ้นชั้น ๔ แต่ปรากฏว่าชั้นที่ขึ้นไปนั้นเป็นชั้น ๒..! มาทราบทีหลังว่าชั้นที่ ๑ ที่ ๒ ที่เราเห็นฐานเจดีย์เก่านั้น เขาเรียกชั้น F1 และ F2 ไม่ใช่ชั้น ๑ ชั้น ๒ มาเริ่มนับชั้น ๑ เอาตรงช่วงบนนี้เอง มีผู้คนเป็นร้อย ๆ เข้าคิวรอกันขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นบนสุด กระผม/อาตมภาพนำคณะขึ้นบันไดไปทีละชั้น แต่ละชั้นก็มีภาพพุทธประวัติบ้าง มีภาพของบรรดาบุคคลสำคัญบ้าง เป็นที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึกบ้าง ทางด้านนอกแต่ละชั้นก็จะเห็นทะเลสาบซีหูกว้างไกลขึ้นไปทุกที

    เมื่อขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดและถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ย้อนกลับลงมาข้างล่าง เนื่องเพราะว่าฟ้ามืดไปหมด ทำท่าเหมือนฝนจะตก "เผือกน้อย" จึงรีบพาพวกเราข้ามถนนกลับไปฝั่งวัดจี้กง แล้วเดินเลาะขวามือไปเป็นกิโลเมตรเลยทีเดียว..!

    มาถึงสถานีต้นทางของรถเมล์ ซึ่งเราต้องขึ้นรถเบอร์ ๑๓๑๔ แต่ว่าขึ้นไม่ทัน เพราะว่ามาถึงรถก็ออกพอดี จึงต้องไปจ่ายค่ารถด้วยเงินสดคนละ ๒ หยวน เนื่องเพราะว่าไม่มีคิวอาร์โค้ดให้สแกนเหมือนคนอื่นเขา แล้วก็รอจนกระทั่งรถมา ขึ้นไปแล้วผู้คนเบียดเสียดเยียดยัดกันแน่นเหลือเกิน ดีที่กระผม/อาตมภาพยังได้ที่นั่งอยู่ และที่วิเศษที่สุดก็คือรถเมล์มาจอดตรงหน้าโรงแรมพอดี..!

    พวกเรากลับเข้าโรงแรมแล้ว มีหลายรายที่ยังแข็งแรงพอขอไปช็อปปิ้งต่อ ตัวกระผม/อาตมภาพกลับเข้าห้องมา สรงน้ำ ซักผ้าตากแล้ว ก็ทำการส่งงานจนเสร็จ แล้วมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนให้กับท่านทั้งหลายได้ฟังอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...